ใครเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยปัญจาบ เมืองจันดิการ์ อินเดียบ้าง โปรดแสดงตน
1.นายทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
ศึกษาและจบปริญญาโททางรัฐศาสตร์ M.A. Political Science เมื่อปี ค.ศ. 1976 พักอยู่ที่ Men's Hostel No.3 กลับจากอินเดียเข้ารับราชการเป็นนายทหารเรือ ที่กรมข่าวทหารเรือ และโรงเรียนนายเรือ ได้รับยศพลเรือตรี และมีตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ เปลี่ยนนามกุลเป็น ธีรานันทางกูร
2.พระมหาสัญชัย สุขอ้วน
จากวัดบรมนิวาศ กรุงเทพฯ ศึกษาและจบปริญญาโทจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) พำนักอยู่ที่หอพักนานาชาติ Men's Hostel No. 1 ท่านได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลอินเดีย เป็นพระที่เก่งภาษาอังกฤษเป็นที่ยิ่ง นับว่าเป็นพระไทยรูปแรกที่จบจากคณะนี้ หลังจบกลับมาที่เมืองไทยแล้ว ท่านสัญชัยลาสิกขาเข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และในขณะที่รับราชการอยู่ที่นั่นท่านได้เสียชีวิตโดยถูกปองร้ายยิงด้วยอาวุธปืน เป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ระดับชาติ
3.นายพงศ์เผ่า เกษทอง
ศึกษาและจบปริญญาโทจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์(Public Administration) คณะเดียวกับพระมหาสัญชัย สุขอ้วน เป็นนักเรียนที่จบปริญญาตรีที่นี่และต่อปริญญาโท พำนักอยู่บ้านเช่า หลังกลับจากอินเดียเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งของท่านเท่าที่ค้นพบ เป็นรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
4. นายสมนึก ศูนย์กลาง
ข้าราชการครูสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นชาวสุรินทร์ ศึกษาและจบปริญญาโททางการศึกษา M.Ed. พักอยู่หออินเตอร์ Men's Hostel No.1 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประจำจังหวัดสุรินทร์
5. นายบุญไทย บรรยงบุญฤทธิ์
เป็นชาวจังหวัดเลย ศึกษาและจบปริญญาโททางการศึกษา M.Ed. พักที่หออินเตอร์ Men's Hostel No.1 กลับมาเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ และเป็นนักเขียนแนวลี้ลับ โดยใช้นามปากกา บรรยง บุญฤทธิ์
6.นายอรัญ พรหมวัน
เป็นชาวใต้ ศึกษาและจบปริญญาโททางด้านการศึกษา M.Ed. พักที่หออินเตอร์ Men's Hostel No.1 กลับมาเข้ารับราชการที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นรองอธิบดีของกรมใดกรมหนึ่ง จำไม่ได้เสียแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ดร.พระมหาเดช กตปุญโญ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ วัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
เมื่อคราวที่ ดร.พระมหาเดช กตปุญฺโญ หรือ พระครูธีรสารปริยัติคุณ รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อ Tribune ลงภาพและข่าวนี้
พระมหาเดช กตปุญโญ ผู้มีบทบาทในการก่อตั้งวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
พระมหาเดช กตปุญโญ พระนักศึกษามหาวิทยาลัยปัญจาบ (ปัจจุบันรู้จักท่านในนาม พระครูธีรสารปริยัติคุณ รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) ผู้มีบทบาทในการก่อตั้งวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย สร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่มีทุนก่อสร้างหลังคา
คณะศรัทธาในอินเดีย ซึ่งประกอบด้วยพุทธศาสนิกชนทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายฆราวาส โดยฝ่ายบรรพชิตประกอบด้วยพระมหาสายรุ้ง อินฺทาวุโธ พระมหาคุณาวุฒิ เขมเปโม พระมหาวุฒิพงษ์ วุฑฺฒิเมธี พระมหานันทกรณ์ ปิยภาณี พระมหาสิริ สิรินธโร และพระมหาประภากร นนฺทกโร ส่วนฝ่ายฆราวาสประกอบด้วย ฯพณฯ กฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูต กรุงนิวเดลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และคุณพลเดช วรฉัตร อัครราชทูต เป็นรองประธานฯ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนอีกจำนวนหนึ่งได้นำผ้าป่าสามัคคีไปทอด ณ วัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย ได้เงินรวมทั้งสิ้น 151 640 รูปี (หนึ่งแสนห้าหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสี่สิบรูปีถ้วน) คาดว่าตอนนี้วิหารหลวงพ่อโตคงมีหลังคาเรียบร้อยไปแล้ว
วิหารของวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินดีย
ลักษณะวิหารของวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
เป็นแบบไทย มีพระพุทธรูปแบบไทย พร้อมพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย กล่าวคือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ
ทั้งนี้เพราะมีพระไทยที่ไปศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยปัญจาบเข้าไปพำนักอยู่
ศาสนวัตถุในวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
ป้ายชื่อวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดียมีข้อความว่า
"อโศกพุทธวิหาร
ขุทะ อาลิ เชอร์
จันดิการ์(ยู.ที.)
สมาคมชาวพุทธเมืองจันดิการ์
ทะเบียนเลขที่ 402 of 1978-79"
ประวัติวัดอโศกพุทธวิหาร เมืองจันดิการ์ อินเดีย
วัดอโศกพุทธวิหาร มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Ashoka Buddha Vihar เป็นวัดแรกในเมืองจันดิการ์ ซึ่งอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่เรียกว่ายูเนียน เทอริทอรี(Union Territory) ของประเทศอินเดีย โดยชาวพุทธอินเดียที่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษเป็นชาวพุทธมาแต่ครั้งอดีตได้รวมตัวกันจัดตั้งนามสกุลชาวพุทธของพวกตนว่า “บาร์รัว”ในเมืองจันดิการ์ ได้บริจาคทรัพย์ซื้อที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อสร้างวัด ประมาณ ๑ ไร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ พระอาจารย์เดช กตปุญโญ พระนักศึกษามหาวิทยาลัยปัญจาบ (ปัจจุบันรู้จักท่านในนาม พระครูธีรสารปริยัติคุณ รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) เป็นที่รู้จักคุ้นเคย และเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวอินเดียในหมู่บ้านกุดดาอะลิเซอร์ ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่าน พร้อมกับพระนักศึกษา และเชิญชวนนักศึกษาไทยและชาวพุทธอินเดียเมืองจันดิการ์ ได้ร่วมด้วยช่วยกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธไทยและอินเดีย หลังจากนั้นวัดอโศกพุทธวิหารได้เริ่มการก่อสร้างเป็นลำดับ และได้รับการสนับสนุนจากพุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อซื้อที่ดินขยายวัดในเวลาต่อมา ซึ่งขณะนี้มีเนื้อที่วัดประมาณ ๕ ไร่ พร้อมกันนี้ทางสถานทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ได้บริจาคทรัพย์ส่วนหนึ่งช่วยในการก่อสร้างห้องถวายพระครูธีรสารปริยัติคุณอีกด้วย การก่อสร้างวัดที่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ส่วนใหญ่แล้วได้รับการบริจาคจากชาวพุทธคนไทยที่รู้จักท่านพระอาจารย์เดช หรือได้รับการแนะนำต่อๆกันมา และนักศึกษาไทยที่เดินทางมาศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยปัญจาบ
วัดอโศกพุทธวิหาร จึงเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาไทย ชาวพุทธอินเดียในเมืองจันดิการ์ และใกล้เคียง เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จะมีชาวพุทธจำนวนหนึ่ง มาบำเพ็ญศาสนกิจร่วมกัน ทั้งพระภิกษุ และฆราวาส ดังนั้น วัดแห่งนี้จึงมีความสำคัญทางด้านศูนย์รวมจิตใจ และในส่วนของการประกอบพิธีกรรม ทำศาสนกิจของพระสงฆ์และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพุทธศาสนิกชนชาวไทย และชาวอินเดีย
“ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทุกวันอาทิตย์จะมาร่วมชุมนุมกัน มีการบรรยายธรรมะกลางบริเวณสนามหญ้าจากพระภิกษุหรือฆราวาสผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และร่วมรับประทานอาหารคล้ายๆกับสังคมชาวพุทธในประเทศไทย แต่ที่แตกต่างกันคือทุกคนจะมากันทั้งครอบครัวมาตั้งแต่เช้าพูดคุยอย่างเป็นกันเอง และทยอยกันกลับเมื่อเวลาเย็น ดังนั้นบริเวณวัดที่มีเนื้อประมาณ 5 ไร่ จึงเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัย เด็กๆวิ่งเล่น หรือบางครั้งก็เล่นกีฬาตามแต่จะมีอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้
วัดอโศกพุทธวิหาร ตั้งอยู่ ณ ถนนโรงเรียน ตำบลกุดดาอะลิเซอร์ เมืองจันดิการ์ รัฐยูที สาธารณรัฐอินเดีย ปัจจุบันวัดอโศกพุทธวิหารอยู่ในความดูแลของสมาคมชาวพุทธอินเดีย เมืองจันดิการ์
วัดอโศกพุทธวิหาร จึงเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาไทย ชาวพุทธอินเดียในเมืองจันดิการ์ และใกล้เคียง เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จะมีชาวพุทธจำนวนหนึ่ง มาบำเพ็ญศาสนกิจร่วมกัน ทั้งพระภิกษุ และฆราวาส ดังนั้น วัดแห่งนี้จึงมีความสำคัญทางด้านศูนย์รวมจิตใจ และในส่วนของการประกอบพิธีกรรม ทำศาสนกิจของพระสงฆ์และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพุทธศาสนิกชนชาวไทย และชาวอินเดีย
จากข้อมูลในไซเบอร์วนารามดอทเน็ต:พระพุทธศาสนาในโลกไซเบอร์ ในตอนที่กล่าวถึง ดร.บี.อาร์ เอ็มเบ็ดการ์กับขบวนการชาวพุทธใหม่ในอินเดีย ได้นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมที่ให้ความกระจ่างชัดเกี่ยวกับวัดอโศกพุทธวิหาร สถานะที่แท้จริงของวัดและกิจกรรมต่างๆในวัดแห่งนี้ไว้ดังนี้
“มีชาวพุทธดั้งเดิมทั่วประเทศอินเดียที่บรรพบุรุษเคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน ได้รวมตัวกันเพื่อปฏิญาณว่าคือชาวพุทธที่แท้จริงโดยตั้งเป็นสกุลชื่อ “บาร์รัว” ดังนั้นนามสกุลบาร์รัวคือชาวพุทธดั้งเดิม ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนว่ามีจำนวนเท่าใด แต่เท่าที่ผู้เขียนเคยได้พบกับกับคนในสกุลนี้ที่เมืองจันทิการ์ รัฐปัญจาบ ซึ่งสกุลบาร์รัวร่วมกับ ดร.พระอาจารย์เดช กตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดมัชฌันติการาม กรุงเทพ ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่กุดารอาริเช่ ข้างบริเวณเชิงเขา ตั้งชื่อว่าวัดอโศกพุทธวิหาร โดยบริหารในรูปของคณะกรรมการ ผู้บริหารส่วนมากมีนามสกุลบาร์รัวแทบทั้งนั้น ทั้งๆที่บางคนไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ถือเอาตามนามสกุลและยอมรับว่าเป็นพุทธศาสนิกชน
“ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทุกวันอาทิตย์จะมาร่วมชุมนุมกัน มีการบรรยายธรรมะกลางบริเวณสนามหญ้าจากพระภิกษุหรือฆราวาสผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และร่วมรับประทานอาหารคล้ายๆกับสังคมชาวพุทธในประเทศไทย แต่ที่แตกต่างกันคือทุกคนจะมากันทั้งครอบครัวมาตั้งแต่เช้าพูดคุยอย่างเป็นกันเอง และทยอยกันกลับเมื่อเวลาเย็น ดังนั้นบริเวณวัดที่มีเนื้อประมาณ 5 ไร่ จึงเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัย เด็กๆวิ่งเล่น หรือบางครั้งก็เล่นกีฬาตามแต่จะมีอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้
“คนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคน ช่วยกันทำงานในบริเวณวัดเช่นปรับพื้นที่ ก่อกำแพง ทำความสะอาดบริเวณวัดและบริเวณใกล้เคียง ฯลฯ ส่วนคนสูงอายุก็นั่งสนทนาธรรมกันเป็นกลุ่มๆ พระภิกษุนั่งในวิหารสนทนาธรรมกับผู้ที่มีความสงสัย
“ในช่วงที่ผู้เขียนแวะไปเยี่ยมวัดอโศกพุทธวิหารนั้นมีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป เป็นพระไทยคือพระมหาชัยณรงค์ ศรีมันตระ กำลังศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปัญจาบจันทิการ์ และพระภิกษุชาวอินเดียแต่อุปสมบทที่พม่ารูปหนึ่งอยู่ประจำ ดังนั้นการสนทนาส่วนมากจึงเป็นภาษาฮินดี เพราะสื่อกันได้ง่าย แทนที่จะสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ท่านอาจารย์ชัยณรงค์เล่าให้ฟังว่า “การบริหารทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการ พระสงฆ์มีหน้าที่เพียงแต่อยู่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์ในการบริหารแต่อย่างใด วัดนี้เป็นวัดของอินเดีย ไม่ใช่วัดไทย เพียงแต่อาศัยรูปแบบมาจากวัดไทย ดังนั้นเราจะอยู่หรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ คณะกรรมการเขามีสิทธิ์พิจารณาจะให้พระอยู่หรือไปก็ได้ ผมอยู่นี้มา 3 ปีแล้ว เห็นคณะกรรมการนิมนต์พระภิกษุชาวอินเดียออกจากวัดมาหลายรูป ส่วนพระไทยเขาจะให้เกียรติเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือเราไม่ได้อาศัยเงินและอาหารจากเขา ผิดกับพระชาวอินเดียทางคณะกรรมการต้องถวายนิตยภัตต์เป็นรายเดือนทั้งค่าอาหาร และเครื่องใช้สอยอื่นๆ”
“ในช่วงที่ผู้เขียนแวะไปเยี่ยมวัดอโศกพุทธวิหารนั้นมีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป เป็นพระไทยคือพระมหาชัยณรงค์ ศรีมันตระ กำลังศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปัญจาบจันทิการ์ และพระภิกษุชาวอินเดียแต่อุปสมบทที่พม่ารูปหนึ่งอยู่ประจำ ดังนั้นการสนทนาส่วนมากจึงเป็นภาษาฮินดี เพราะสื่อกันได้ง่าย แทนที่จะสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ท่านอาจารย์ชัยณรงค์เล่าให้ฟังว่า “การบริหารทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการ พระสงฆ์มีหน้าที่เพียงแต่อยู่เฝ้า ไม่มีสิทธิ์ในการบริหารแต่อย่างใด วัดนี้เป็นวัดของอินเดีย ไม่ใช่วัดไทย เพียงแต่อาศัยรูปแบบมาจากวัดไทย ดังนั้นเราจะอยู่หรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ คณะกรรมการเขามีสิทธิ์พิจารณาจะให้พระอยู่หรือไปก็ได้ ผมอยู่นี้มา 3 ปีแล้ว เห็นคณะกรรมการนิมนต์พระภิกษุชาวอินเดียออกจากวัดมาหลายรูป ส่วนพระไทยเขาจะให้เกียรติเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือเราไม่ได้อาศัยเงินและอาหารจากเขา ผิดกับพระชาวอินเดียทางคณะกรรมการต้องถวายนิตยภัตต์เป็นรายเดือนทั้งค่าอาหาร และเครื่องใช้สอยอื่นๆ”
สถานที่ติดต่อ :
Asoka Buddha Vihar
KHUDA ALISHER
CHANDIGARH
INDIA
TEL/FAX 91-0172-785970
CHANDIGARH
INDIA
TEL/FAX 91-0172-785970
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






